Blog

Back to Blog Page

ทำไงดี อยากมีธุรกิจท่องเที่ยวของตัวเอง

 

ทำไมธุรกิจท่องเที่ยวน่าสนใจ?

 

ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่เติบโตสูง ในปีนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยกว่า 35 ล้าน ส่งผลให้กรุงเทพ กลายเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากที่สุดในโลก มีรายรับจากการท่องเที่ยวสูงนับล้านล้านบาท โดยภูมิภาค Asia Pacific ถือเป็นภูมิภาคที่มีการท่องเที่ยวเติบโตสูง

การท่องเที่ยวยังเป็นธุรกิจที่มีอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจต่ำ (Low barrier to entry)มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มต้นธุรกิจไม่มากนัก และไม่จำเป็นต้องสต็อคสินค้ามาก อยู่ที่การสร้างสรรค์ไอเดียที่แตกต่าง

นอกจากนี้ธุรกิจท่องเที่ยว ยังเป็นธุรกิจที่กำลังเคลื่อนตัวสู่โลกออนไลน์เร็วมาก นักท่องเที่ยวประเภทที่เดินทางเอง (Free and Independent Traveler: FIT) ก็เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูง ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่อยากเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยว และเข้าใจแนวโน้มตลาด

 

แล้วจะเริ่มต้นธุรกิจท่องเที่ยวยังไง? ต้องรู้อะไรบ้าง?

 

หลายคนอาจสงสัยว่าธุรกิจท่องเที่ยวมีกี่รูปแบบ รูปแบบธุรกิจท่องเที่ยวที่เรามักเห็นในปัจจุบันมี 4 รูปแบบ

  1. ธุรกิจการนำเที่ยว (Tour operator) หมายถึง ธุรกิจที่ทำหน้าที่จัดการนำเที่ยว เริ่มตั้งแต่การออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยว จัดหามัคคุเทศก์ จัดหาที่พัก จัดการเดินทางไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถไฟ เรือ เครื่องบิน
  2. ธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยว (Travel Agency) หมายถึง ธุรกิจที่มีหน้าที่จัดจำหน่าย หรือเป็นตัวแทนจำหน่ายบริการด้านการท่องเที่ยว แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จัดการการท่องเที่ยวเอง ทั้งนี้ ธุรกิจจัดการการนำเที่ยว (Tour operator) ส่วนใหญ่ ก็มีสถานะเป็นธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยว (Travel Agency) ด้วย
  3. ธุรกิจขายส่งบริการท่องเที่ยว (Travel wholeseller) หมายถึง ธุรกิจที่เป็นผู้รวบรวมสินค้าและบริการการท่องเที่ยวจากหลายๆ ผู้ประกอบการ โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของ Travel Wholeseller จะเป็น Travel Agency มากกว่านักท่องเที่ยวโดยตรง
  4. ธุรกิจบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (Destination management services : DMC) หมายถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่มีบริการหลากหลายในจุดหมายปลายทางหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมทัวร์ ที่พัก สปา การเดินทาง ร้านอาหาร โดยมีลูกค้าเป็นธุรกิจนำเที่ยวเป็นหลัก

ทั้งนี้ ไม่นับรวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ตั้งแต่ สายการบิน โรงแรมและที่พัก ร้านสปา ร้านอาหาร บริษัทรถเช่า บริษัทประกัน เป็นต้น

นอกจากนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวยังแบ่งตามตลาด ได้แก่

  1. ตลาดภายในประเทศ (Domestic) หมายถึง การท่องเที่ยวที่คนในประเทศเดินทางเที่ยวในประเทศเอง
  2. ตลาดขาเข้า (Inbound) หมายถึง การท่องเที่ยวที่คนจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ
  3. ตลาดขาออก (Outbound) หมายถึง การท่องเที่ยวที่คนในประเทศ เดินทางออกไปเที่ยวในต่างประเทศ

 

เริ่มต้นทำธุรกิจท่องเที่ยว ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง?

 

1) จดทะเบียนบริษัท

ก่อนอื่นจะเริ่มธุรกิจ หากต้องการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ก็สามารถเข้าไปจดทะเบียนได้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (http://www.dbd.go.th/) ซึ่งปัจจุบัน ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็มีการอำนวยความสะดวกให้สามารถจดทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ E-registration แล้ว ช่วยร่นระยะเวลาในการจดทะเบียนไปได้มาก

สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องไม่ลืมเมื่อจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวคือ การระบุวัตถุประสงค์ของบริษัทใน “แบบ ว.” ว่าบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการการนำเที่ยว และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถนำธุรกิจไปจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวได้

แต่ตามกฎระเบียบใหม่ การจดทะเบียนวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจนำเที่ยว อาจต้องเข้ารับการสัมภาษณ์จากกองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว เสียก่อน ดังนั้นถ้าจะให้ดี ควรมีการปรึกษากองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว ก่อนจะไปจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อเพิ่มวัตถุประสงค์ดังกล่าว

นอกจากนี้ ตามกฎหมายแล้ว หากธุรกิจที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว หลายครั้งจำเป็นต้องมีการทำธุรกรรมกับบริษัทท่องเที่ยวอื่นๆ ดังนั้น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ก็อาจมีความจำเป็นในหลายๆ กรณี ซึ่งกรมสรรพากร ก็อนุญาตให้ธุรกิจสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทางออนไลน์http://vsreg.rd.go.th/mainreg.html หรือจะไปยื่นจดทะเบียนที่สรรพากรในท้องที่ก็ได้

 

2) การจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยว

เมื่อได้จดทะเบียนนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์ด้านการนำเที่ยวเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการไปจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวกับกรมการท่องเที่ยว โดยใบอนุญาตท่องเที่ยว มี 4 ประเภท พร้อมทั้งต้องวางเงินหลักประกันที่จะได้คืนเมื่อเลิกกิจการ ดังนี้

  1. ประเภททั่วไป สามารถจัดการท่องเที่ยวได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องวางเงินหลักประกัน 200,000 บาท
  2. ประเภทนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ สามารถจัดการท่องเที่ยวแบบ Inbound และ Domestic ได้เท่านั้น ต้องวางเงินหลักประกัน 100,000 บาท
  3. ประเภทในประเทศ สามารถจัดการท่องเที่ยวแบบ Domestic ได้เท่านั้น ต้องวางเงินหลักประกัน 50,000 บาท
  4. ประเภทเฉพาะพื้นที่ สามารถจัดการท่องเที่ยวได้เฉพาะเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ต้องวางเงินหลักประกัน 10,000 บาท

ทั้งนี้ สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก website ของกองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว http://www.tourism.go.th/

 

3. จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

หากผู้ประกอบการท่องเที่ยว มีการเปิด website เพื่อจำหน่ายโปรแกรมการท่องเที่ยวออนไลน์ ตามหลักแล้วจะต้องมีการขึ้นทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ซึ่งสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.trustmarkthai.com/

 

ต้องมีเงินเท่าไหร่?

หลายคนอาจสงสัยต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเริ่มถึงจะเริ่มต้นธุรกิจท่องเที่ยวได้ ต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายแน่ๆ คือธุรกิจท่องเที่ยว จะต้องมีการวางเงินหลักประกันตามประเภทของการจดทะเบียนธุรกิจ หากต้องการจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัด ก็จำเป็นต้องมีทุนจดทะเบียน ซึ่งทุนจดทะเบียนยิ่งมาก ก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีความน่าเชื่อถือ ธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็น SMEs ส่วนใหญ่ มีทุนจดทะเบียนตั้่งแต่ไม่กี่แสนบาท จนถึงประมาณ 4 ล้านบาท

ส่วนจำเป็นต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการทำธุรกิจ หากใช้หน้าร้านออนไลน์เป็นหลัก เงินลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องมากนัก อาจอยู่ในแค่หลักหมื่นด้วยซ้ำ ขณะที่หากต้องการมีหน้าร้าน ก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่จะตั้งอยู่ หากอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวดังๆ ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ต้นทุนหนึ่งที่ธุรกิจท่องเที่ยว ไม่อาจเลี่ยงได้คือ การลงทุนซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ และปริ้นเตอร์ เนื่องจากการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่สามารถหลีกหนีจากช่องทางออนไลน์ได้

 

หาลูกค้ายังไง?

เมื่อเรามีโปรแกรมการท่องเที่ยวแล้ว ไม่ว่าจะดำเนินการจัดการนำเที่ยวเอง หรือทำตัวเป็นนายหน้าให้ผู้จัดการท่องเที่ยวอีกที สิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ก็คือ ช่องทางการจำหน่ายบริการการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีทั้งช่องทาง Offline และ Online

 

ช่อง Offline

ช่องทาง Offline ถือเป็นช่องทางจำหน่ายดั้งเดิม ประกอบด้วยช่องทางหลักๆ ดังนี้

  1.  จำหน่ายเองโดยตรง หากมีหน้าร้านเอง
  2. จากจำหน่ายผ่านธุรกิจตัวแทนจำหน่ายบริการท่องเที่ยว (Travel Agency) ในช่วงแรก อาจถือเป็นช่องทางจำหน่ายที่เจาะได้ค่อนข้างยาก หากธุรกิจเราเป็นธุรกิจจัดตั้งใหม่ และยังไม่เป็นที่รู้จักหรือเชื่อถือ เริ่มต้น คงต้องใช้พลังของ Connection ค่อนข้างมากสำหรับช่องทางนี้ ไม่ว่าจะเป็น Travel Agency ในไทยหรือต่างประเทศ
  3. โต๊ะทัวร์ (Tour desk) ช่องทางนี้ก็ไม่ต่างกับ Travel Agency มากนัก เรามักจะเห็นโต๊ะทัวร์ตั้งอยู่ตามโรงแรม หรือแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ โต๊ะทัวร์พวกนี้ ก็มีสถานะเป็น Travel Agency ประเภทหนึ่ง ต้องอาศัย connection ที่ดีพอสมควรถึงจะเจาะตลาดได้
  4. Travel Wholesaler และ DMC ถือว่าเพิ่มความยากจาก Travel Agency ขึ้นไปอีกระดับ ยกเว้นว่า โปรแกรมการท่องเที่ยวของเราจะมีความแตกต่าง มีความสร้างสรรค์ และเป็นที่ต้องการของ Travel Wholesaler และ DMC จริงๆ แต่ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้เลย
  5. Exhibition and travel fair การไปร่วมงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า ถือเป็นช่องทางหลักอีกช่องทางในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว งานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าด้านการท่องเที่ยว มีทั้งเป็นแบบ B2C คือการขายให้แก่นักท่องเที่ยว โดยตรงเช่นงาน เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก และ B2B เช่นงาน Thailand Travel Mart, ITB Berlin และ World Travel Market เป็นต้น

 

ช่องทาง Online

ถือเป็นช่องทางที่มีความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหน้าใหม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อย โดยประกอบด้วยช่องทางหลักๆ ดังนี้

  1. Website การที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมี website ของตัวเองที่ดูดีและใช้งานง่าย นอกจากจะเป็นช่องทางจำหน่ายโปรแกรมการท่องเที่ยวได้แล้ว ยังถือเป็นสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย แต่การมี website อย่างเดียว ก็ไม่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวหาเราได้เจอ จำเป็นต้องมีการใช้เทคนิคต่างๆ เช่นการโฆษณาออนไลน์ หรือการทำ Search Engine Optimization (SEO) เพื่อให้เว็ปไซต์ของเราสามารถหาได้ง่าย
  2. Social commerce แม้การมีเวปไซต์ของตัวเองจะเป็นช่องทางที่ดี แต่ช่องทางหนึ่งที่มาแรง และใช้ต้นทุนในการเริ่มต้นไม่มากนัก ก็คือ social commerce และการขายช่องทางเครือข่ายสังคม online เช่น facebook เป็นต้น
  3. Online travel agencies (OTA) และ Online marketplace ถือเป็นรูปแบบของ Travel Agency ที่เน้นขายผ่านช่องทาง online การเข้าร่วม platform เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องอาศัย connection เหมือนช่องทาง travel agency ปรกติ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในระดับใกล้เคียงกัน แต่กระนั้น OTA และ Online Marketplace ถือเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ข้อสำคัญคือเราจะเลือกเข้าร่วมกับ platform ที่มีประโยชน์ และสามารถสร้างยอดขายให้กับเราจริงๆ ได้อย่างไร

 

จัดการธุรกิจยังไง?

การประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำเป็นต้องเกี่ยวพันกับหลายภาคส่วน โดยเบื้องต้น ธุรกิจท่องเที่ยวต้องมีการบริหารจัดการดังต่อไปนี้

 

1. หามัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ มีข้อกำหนดให้ธุรกิจนำเที่ยว ต้องใช้มัคคุเทศก์ที่มีใบอนุญาต ในกรณีเป็นการนำเที่ยวภายในประเทศ และใช้ผู้นำเที่ยวที่ขึ้นทะเบียน กรณีเป็นการนำเที่ยวไปยังต่างประเทศ

มัคคุเทศก์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ยังมีหลายประเภท ดังนี้

  1. มัคคุเทศก์ทั่วไป มี 2 ชนิด คือ
    • มัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) บัตรสีบรอนซ์เงิน นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยว ไทย หรือ ชาวต่างประเทศ ได้ทั่วราชอาณาจักร
    • มัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย) บัตรสีบรอนซ์ทอง นำเที่ยวได้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไท ได้ทั่วราชอาณาจักร
  2.  มัคคุเทศก์เฉพาะ มี 8 ประเภท ได้แก่
    • มัคคุเทศก์เฉพาะ (ต่างประเทศ–เฉพาะพื้นที่) บัตรสีชมพู นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ เฉพาะจังหวัดที่ระบุไว้บนบัตรและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ
    • มัคคุเทศก์เฉพาะ (ไทย–เฉพาะพื้นที่) บัตรสีฟ้า นำเที่ยวเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย เฉพาะจังหวัดที่ระบุไว้บนบัตร และจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ
    • มัคคุเทศก์เฉพาะ (ศิลปะ–วัฒนธรรม) บัตรสีแดง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศ ทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมได้ทั่วราชอาณาจักร
    • มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเล) บัตรสีส้ม นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ทางทะเล
    • มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทะเลชายฝั่ง) บัตรสีเหลือง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยหรือ ชาวต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ทางทะเล โดยมีระยะห่างจากชายฝั่งถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 40 ไมล์ทะเล
    • มัคคุเทศก์ (เดินป่า) บัตรสีเขียว นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศในเขตพื้นที่ป่า
    • มัคคุเทศก์เฉพาะ (แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ) บัตรสีม่วง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศเฉพาะ ภายในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ระบุชื่อไว้บนบัตร
    • มัคคุเทศก์เฉพาะ (ท้องถิ่น) บัตรสีน้ำตาล นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น เฉพาะภายในแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ระบุชื่อไว้ในบัตรเท่านั้น

มัคคุเทศก์มีทั้งแบบทำงานประจำ (Full time) ทำงานบางเวลา (Part Time) และทำงานแบบ Freelance มัคคุเทศก์ส่วนใหญ่ในไทย จะเป็นมัคคุเทศก์ภาษาอังกฤษ หากเป็นมัคคุเทศก์ภาษาอื่นๆ โดยเฉพาะภาษาที่ขาดแคลนอย่างภาษาจีน ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ค่าตัวขอมัคคุเทศก์ก็มักจะสูงตามไปด้วย

การหามัคคุเทศก์ มักเป็นการบอกหรือแนะนำกันปากต่อปาก หรือการติดต่อกับสถานศึกษาที่เปิดฝึกอบรมมัคคุเทศก์ หรือการติดต่อไปยังสมาคมมัคคุเทศก์อาชีีพ

 

2. หาโรงแรมและที่พัก

การหาโรงแรมสามารถทำได้หลายรูปแบบ

  1.  Direct contract โดยการขอ contract rate โดยตรงกับโรงแรม แต่หากเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ อาจได้อัตราส่วนลดที่ไม่ดีนัก
  2. OTAs เวปไซต์ตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์หลายๆ แห่ง ก็เริ่มเปิดให้มีการขายห้องพักแก่ธุรกิจท่องเที่ยวในอัตราพิเศษ เช่น เวปอย่าง Agoda
  3. Travel Wholesaler and DMCs ถือเป็นลูกค้ารายใหม่ของโรงแรมและที่พัก ที่มักจะได้อัตราที่ดี การติดต่อสำรองที่พักกับ Travel Wholesaler หรือ DMC ลดภาระที่เราไม่ต้องติดต่อโรงแรมโดยตรง โดยเฉพาะกรณีการจัดการนำเที่ยวไปยังต่างประเทศ

 

3. หาตั๋วเครื่องบิน

การท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างประเทศผู้ประกอบการมักต้องมีการสำรองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งมีเทคนิคต่างๆ ที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อน แต่โดยเบื้องต้น สิ่งที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องเข้าใจคือ การสำรองตั๋วเครื่องบิน ส่วนใหญ่ต้องทำผ่านระบบ Global Distribution Systems (GDS) ซึ่งมีเจ้าใหญ่ๆ ที่ใช้กันอยู่ในตลาดเช่น Amadues, Abacus, Galileo ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถติดต่อบริษัทเหล่านี้เพื่อขอลงระบบ รวมถึงเข้ารับการฝึกอบรมการใช้ระบบดังกล่าวได้

เมื่อได้ทำการสำรองตั๋วเครื่องบินแล้ว ก็จะมาถึงขั้นการออกตั๋วเครื่องบิน ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะต้องออกตั๋วโดยอาศัยผู้แทนจำหน่ายตั๋วที่สามารถออกตั๋วโดยสารได้ หรือ BSP Agent (Billing and Settlement Plan Agent) ซึ่งการจะเป็น BSP Agent ได้ จำเป็นต้องมีการวางเงินค้ำประกันจำนวนมาก และดำเนินธุรกิจจนมีความน่าเชื่อถือ ส่วนธุรกิจท่องเที่ยว ที่ไม่สามารถออกตั๋วได้เอง จะเรียกว่า Non-BSP Agent ทั้งนี้ BSP Agent ยังจะเป็นผู้ออกใบราคา (Fare Sheet) ที่จะระบุราคาของตั๋วโดยสารเครื่องบินด้วย

หลายสายการบิน อาจจะมีการอนุญาตให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับสายการบินโดยตรงได้ โดยเฉพาะสายการบิน Low Cost Airlines

 

4. หารถเช่า

การจัดหารถเช่า ไม่ว่าจะเป็นรถตู้โดยสาร หรือรถรับส่งสนามบิน มีบริษัทที่ดำเนินการด้านนี้โดยเฉพาะหลายบริษัท ซึ่งหากเป็นการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถของอัตรารถเช่าจากบริษัทเหล่านี้ได้ แต่หากเป็นการเดินทางไปยังต่างประเทศ การใช้บริการของ Local Travel Agent หรือ DMC ที่มีความชำนาญในประเทศหรือเส้นทางนั้นๆ จะช่วยได้มาก

 

TripSpace ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร?

 

TripSpace เป็นระบบการจองและระบบบริหารจัดการทัวร์ ที่ออกแบบมาช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจของคุณ และการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ง่ายดายขึ้น เพิ่มโอกาสในการขายให้คุณสามารถขาย online ได้ 24 ชั่วโมง โดยสามารถฝังเข้าไปอยู่ในเวปไซต์ หรือหน้า facebook ของธุรกิจของคุณได้โดยตรง และยังช่วยคุณบริหารจัดการช่องทางการจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ได้เบ็ดเสร็จจุดเดียว ช่วยให้ธุรกิจของคุณลดต้นทุนในการดำเนินงาน ลดจำนวนพนักงานลงได้ ไม่ต้องเสี่ยงกับการเริ่มต้นธุรกิจด้วยการจ้างพนักงานจำนวนมาก

ระบบ TripSpace รองรับการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตทุกประเภท และยังมีอัตราค่าบริการที่ต่ำ และจะคิดค่าบริการก็ต่อเมื่อมีการขายเกิดขึ้นเท่านั้น อยากรู้เพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับ TripSpace สามารถเข้ามาดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tripspace.co/